เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาพ่อกับแม่พดด้วงไปทอดกฐินที่สวนสันติธรรม ศรีราชามาครับ
ออกจากบ้านตั้งแต่ตี ๕ ค่อยๆขับรถไปเพราะไม่เคยไปมาก่อน แล้วก็เพื่อประหยัดน้ำมัน (ตามนโยบายรัฐบาล) ลัดเลาะจากบ้านย่านชานเมืองมาถึงถนนพระราม ๙ แล้วต่อไปทางเส้นมอเตอร์เวย์ ไปถึงสวนสันติธรรม ๘ โมงเช้า นึกว่าเรามากันเร็วแล้วนะ ที่ไหนได้ ต้องจอดรถริมถนนห่างวัดออกมาร่วม ๒ กิโลกว่า แล้วเดินเข้าไป (จริงๆก็มีรถตู้รับส่ง แต่ขี้เกียจรอกันเองก็เลยเดินเข้าไปเลย) ไปถึงเจอคนมากมาย มากันเต็มไปหมด ดูรูปบรรยากาศเองแล้วกัน (ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ ลานธรรมเสวนาครับ)

(นั่งรอพิธี)

(โรงทาน)

(พิธีสงฆ์)

(หลวงพ่อออกมาโปรดญาติโยม)
ประโยคข้างบนมาจากหนังเรื่อง V for Vendetta เต็มๆเขาบอกว่า
People should not be afraid of their governments. Governments should be afraid of their people.
จำไว้ไอ้พวกกะโหลกหนา
Power to the People —> (0_0)V สู้โว้ยยยยยย
Google ออกเบราเซอร์ตัวใหม่ ชื่อว่า Chrome เปิดให้ดาวน์โหลดตั้งแต่วันนี้ พ่อพดด้วงลองมาแล้ว…
หน้าตาเรียบง่าย (หลายคนคงชอบ แต่หลายคนก็อาจไม่ชอบ อันนี้แล้วแต่) ตัดคำภาษาไทยไม่มีปัญหา แล้วเร็วโคตรๆ ประทับจายจิงๆ
highly recommend นะครับ ดาวน์โหลดได้ที่นี่
ดูรายละเอียดแบบเป็นหนังสือการ์ตูนได้ที่นี่
browser war กลับมาแล้วววววววว… ฮิ้ววววววววว
หลังจากทดลองเขียนมาได้เกือบๆ ๓ เดือน ต้องยอมรับว่าปากกาใหม่ด้ามนี้ (Lamy Safari) เขียนดีกว่า Parker ด้ามเก่า ทั้งๆที่ราคาถูกกว่าเยอะ แต่ขอตินิดนึงตรงที่น้ำหนักเบาไปนิด ทำให้ฟีลมันไม่เต็มที่ แต่ถือว่าเริ่มใช้ได้แล้วล่ะ ถ้ามีเงินค่อยไปถอยด้ามใหม่ที่น้ำหนักได้ฟีลกว่านี้ (แต่ก็หลายตังค์อยู่นะ จะตัดใจควักได้ไหมเนี่ย?)

จะเห็นสมุดโน๊ตที่ใช้อยู่ตอนนี้ เหน็บ Cross อยู่อีกด้ามนึง แต่ชอบใช้หมึกซึมมากกว่านิ
หนังที่พูดถึง hacker ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ได้ใช้คำนี้และทำให้พวก geek ดูเท่ห์ ไม่ใช่พวกเฉิ่มๆ ใส่แว่นหนาๆ (นึกถึงบิล เกตส์ สมัยหนุ่มๆดูเถอะ) แถมยังทำให้เห็นว่า เป็น geek ก็มีแฟนสวยได้นะเว้ย

ที่มาของภาพ : MGM
นิตยสาร Wired ฉบับล่าสุดทำ story เรื่องนี้ อ่านได้ที่นี่
ปล.นอกจากดูหนังแล้ว พ่อไอ้ด้วงยังมีหนังสือด้วยนะเว้ย อินโคดดดดดด
ฝันแจ่มชัดมาก มันเดินมาลาออกด้วยเหตุผลว่าได้งานที่อื่น (กับอีกเหตุผลนึงที่บอกตรงนี้ไม่ได้) กำลังอยู่ในระหว่างเจรจากัน แล้วก็ปรึกษาคนอื่นเพื่อแก้ปัญหา ก็ได้เวลาตื่นพอดี เลยไม่ได้ข้อสรุปว่าเปลี่ยนใจมันได้ไหมเนี่ย
ไมช่วงนี้มีแต่เรื่องเข้าเข้าออกออก เฮ้ย…คนเข้าคนออกวะ?
ในขณะที่ใครต่อใครรวมถึงน้องๆในออฟฟิศเริ่มพูดถึง “รักสามเศร้า” กันแล้ว แต่พ่อพดด้วงเพิ่งได้ดู “รักแห่งสยาม” ไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้เอง

ไม่รู้ว่าคนอื่นจะเป็นเหมือนกันไหม แต่ว่าตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ผมไม่ได้ให้ความสนใจกับความรักของ “โต้ง” และ “มิว” มากเท่ากับความรักระหว่างพ่อและแม่ของโต้ง ที่แสดงโดยกบ ทรงสิทธิ์และสินจัย (สงสัยจะเป็นเพราะวัยล่ะมั๊งเนี่ยกู) ความรักของคนคู่นี้แสดงออกไม่มากนักเมื่อเทียบกับคู่หนุ่ม-สาวและหนุ่ม-หนุ่ม แต่เมื่อมันปรากฎบนจอแม้จะเพียงเสี้ยววินาทีและไม่ต้องมีคำพูดอะไรเลย แต่กลับจับใจและตรึงอารมณ์ยิ่งกว่า และทำให้คนดูรับรู้ได้ว่าคนคู่นี้รักกันมากขนาดไหน (แต่มันไม่บอกกัน ถ้าบอกกันหมดก็ไม่ต้องใช้ฝีมือการแสดงสิเว้ย)
เอาแค่ ๒ ฉากก็พอ ฉากแรก หลังจากที่สินจัยออกไปตามหาโต้งตลอดทั้งคืน เมื่อกลับมาบ้านเปิดประตูห้องนอน กล้องจับภาพแทนสายตาสินจัยมองเข้าไปในห้องเห็นกบนั่งอยู่บนเตียง ผ้าปูเตียงยังตึงเปรี๊ยะไม่มีร่องรอยของการนอน ส่วนกบที่หันมามีหน้าตาอิดโรย (เพราะไม่ได้นอน) บวกกับความเป็นห่วงที่ส่งมาทางสายตา ฉากนี้โผล่มาแค่แว๊บเดียวแต่อึ้ง…
อีกฉากนึง ได้ยินคนพูดถึงกันมาพอสมควรเหมือนกัน ฉากกินข้าวไข่พะโล้ ฉากนี้เงียบๆ เรียบง่าย แต่เล่นยากโคตร ตอนที่กบเดินมาเห็นสินจัยกินข้าวไข่พะโล้ยังไม่อึ้งเท่าไหร่ ผมอึ้งตอนที่พอสินจัยออกจากบ้านไปแล้ว กบลุกมานั่งตักข้าวกินมากกว่า
ดูเรื่องนี้แล้วไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสินจัยได้รางวัลตรึม เธอเล่นดีเหลือเกิน โดยเฉพาะฉากที่ระบายความรู้สึกกับจูน (พลอย) ตอนท้ายเรื่อง สุดยอดจริงๆ ฉากจูบกลางสวนที่ลือลั่นสู้ไม่ได้เลยเว้ย
ชอบ ชอบ (^_^)v
ตั้งใจมาตั้งแต่เดือนที่แล้ว แต่ติดว่าช่วงนั้นใกล้จะส่งมอบรถก็เลยไม่อยากจะเสี่ยงเอารถไปขับใช้งานมากนัก เดี๋ยวเกิดมีปัญหาขึ้นมาส่งมอบให้คนซื้อไม่ได้จะยุ่งไปกันใหญ่ ก็เลยรอมาจนถึงได้รถแล้วขับใช้จนชินมือสักพักก็ได้จังหวะเหมาะฤกษ์งามยามดีไปไหว้พระที่อยุธยาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

(พาหนะในการเดินทาง)
ออกเดินทางตั้งแต่เก้าโมงกว่าๆเกือบสิบโมง ขับมาทางถนนวงแหวนสายนอก จริงๆก็ไม่ได้รู้จักทางอะไรแต่อาศัยจำได้เลาๆว่า วิ่งเส้นนี้มันจะไปบรรจบกับเส้นเอเชียได้ใกล้ๆอยุธยา แต่พอวิ่งไปเรื่อยๆมันมีป้ายบอกทางไปวัดพนัญเชิงก็เลยตามป้ายไป ใช้เวลาประมาณ ๔๐ นาทีก็มาถึงอยุธยา (น้อยกว่าขับรถไปทำงานอีกเว้ย) เราประเดิมไหว้พระวัดแรกกันที่วัดพนัญเชิง เข้าไปในบริเวณวัดแล้วรู้สึกผิดคาดนิดหน่อย (จริงๆเป็นทุกวัด) เพราะไม่ค่อยแกรนด์สมกับอดีตอันรุ่งเรืองและชื่อเสียงที่ระบือไปทั่วประเทศ (พอมาคิดอีกทีหลังจากนั้น วัดที่เชียงใหม่ก็อย่างนี้เหมือนกันนี่หว่า บริเวณเล็กๆ พื้นที่ไม่มาก แต่ประวัติยาวนานและองค์พระงามบ่ะล้ำบ่ะเหลือเหมือนกัน) เราถวายผ้าห่มองค์หลวงพ่อโต ซึ่งตอนนี้เป็นสีดำทั้งองค์ เนื่องจากอยู่ในระหว่างการบูรณะ เสร็จแล้วก็เดินไปไหว้ศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก (ประวัติไปหาอ่านกันเอาเอง)
ออกจากวัดพนัญเชิงขับรถต่อไปอีกนิด จะเห็นเจดีย์สูงใหญ่มาแต่ไกล นั่นเป็นเป้าหมายต่อไป วัดใหญ่ชัยมงคล
ไหว้พระเสร็จเรียบร้อยถึงเวลาอาหารกลางวัน โทรไปถามคุณนายเจ้าถิ่นที่นี่ เธอบอกว่า ตรงข้ามวัดมีร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลากราย น่าจะกินได้ อืม…กินได้จริงๆ แต่ปริมาณกับราคานึกว่าอยู่กรุงเทพฯ กินที่พารากอนประมาณนั้น
อิ่มแล้วเราก็เดินทางกันต่อ งวดนี้ไปที่วัดหน้าพระเมรุ องค์พระประธานที่นี่งามจริงๆ อ่านประวัติบอกว่า วัดนี้เป็นเพียงวัดเดียวสมัยกรุงแตกครั้งที่ ๒ ที่ไม่โดนพม่าเผา (รายละเอียดไปหาเอาเองว่าทำไม นี่ไม่ใช่คลาสประวัติศาสตร์) ไหว้พระเสร็จแล้วเราต่อไปวัดมงคลบพิตร เห็นรูปองค์พระตอนก่อนที่จะบูรณะแล้วเศร้าใจ แต่พอบูรณะแล้วก็งามจริงๆ

(พระมงคลบพิตร)
หลังจากไหว้พระเสร็จก็ถึงเวลาไปซื้อของฝากจากอยุธยา ที่ฮิตที่สุดก็คงหนีไม่พ้นโรตีสายไหม เท่าที่ถามคนที่เคยมาซื้อ เขาบอกว่าเจ้าอร่อยอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา อยู่หน้าร้านเซเว่น จำชื่อร้านไม่ได้ ไอ้เราก็นึกว่าง่ายๆ ไม่เป็นไร รายละเอียดขนาดนี้ ถึงจำยี่ห้อไม่ได้ก็น่าจะหาเจอ
ที่ไหนได้ หน้าร้านเซเว่นตรงข้ามโรงพยาบาลที่ว่ามีร้านขายโรตีสายไหมเรียงรายอยู่เป็นตับ ไม่ต่ำกว่า ๑๐ ร้านได้ เจ้าไหนก็บอกว่าอร่อย ไม่รู้จะทำไง เลือกไม่ถูก ก็เลยตัดสินใจเอามาเจ้านึง คิดว่าคงพอๆกันแหละ ของแบบนี้ไม่น่าจะรสชาติต่างกันมากนะ เพราะฉะนั้นถ้าใครซีเรียสว่าจะต้องให้ได้เจ้านั้นจริงๆ ต้องถามไปให้ละเอียดเลยว่า ยี่ห้ออะไร อยู่ตรงไหนแน่ ที่ว่าหน้าเซเว่นน่ะ เซเว่นไหน เพราะมันมี ๒ เซเว่น (นะเว้ยยยยยยย….)

(ถุงโรตีสายไหม ของฝากจากอยุธยา)
ไหว้พระเรียบร้อย สบายใจ ได้ของฝากครบถ้วนก็ถึงเวลากลับบ้าน รวมเบ็ดเสร็จวิ่งไปวิ่งกลับ ๑๖๗ กิโลเมตร

ไปทริปนี้กลับมาแล้วก็เสียดายว่า ไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์อะไรไปเลย ทำให้เวลาเดินชมแล้วไม่เกิดอารมณ์ “อิน” เท่าที่ควร ตั้งใจเอาไว้ว่า งวดหน้าจะเตรียมตัวมาให้พร้อมกว่านี้
มัวแต่ยุ่งๆเรื่องโน่นเรื่องนี่ เพิ่งมานึกได้เมื่อคืนตอนพาพดด้วงไปเดินเล่น เฮ้ย นี่กูทำงานมาครบปีนึงแล้วนี่หว่า (ครบเมื่อ ๑ มิถุนายนที่ผ่านมา) โอ้โห ครบรสจริงๆ ทั้งสุขเศร้าทุกข์ทนระคนปนกันไป เวลาผ่านไปเร็วอะไรอย่างนี้ ตอนนี้ปีที่แล้วกำลังเดินเล่นอยู่นิ้วโยกเลยนะเนี่ย (ตื่นตาตื่นใจมั่กๆ) เฮ้อ อย่างที่โบราณเขาว่าจริงๆ ตอนที่มีความสุขเวลามันมักจะผ่านไปเร็ว (เอ๊ะ … จริงเหรอ? กูชักไม่เชื่อคนโบราณแล้วเนี่ย)
เวลาผ่านไปเร็วอย่างนี้ เผลออีกแป๊บๆก็ตายแล้วเด่ะ โห…
ถ้างั้นต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่ากันหน่อยนะพวกเรา รักษ์น้ำ รักปลา รักษ์โลก ให้โลกเราสวยยยยยยย พวกเรามาช่วยกันนนนนนน….
;)
ลงจากรถจะหยิบเงินเพื่อเตรียมจ่ายค่ารถต่อมาออฟฟิศ เฮ้ย…ไหงมันว่างเปล่างี้ล่ะ
ต้องรีบโทรหาคุณแม่พดด้วงโดยด่วน บอกคุณพี่ลืมกระเป๋าตังค์อยู่บ้าน ขอยืมเงินก่อนนะ (จ๊ะ)
เล่าที่ออฟฟิศไม่ได้เลยนะเนี่ย เดี๋ยวเด็กๆจะบอกว่าเป็น “อาการของคนแก่” อีก
ตูล่ะเซ็ง…