Mar 29th, 2007
ผมไปภูเก็ตมา
อ๊ะ อ๊ะ หยุดเลย ถ้าใครคิดว่าหนีเที่ยว ผมไปทำงานครับ และเรื่องงานนี่เองที่เป็นเหตุให้ได้ไปทดลองนั่ง seaplane มา
คณะเราขึ้นเครื่องบินจากสนามบินภูเก็ตบินไปที่กระบี่ เครื่องบินลำนี้จุผู้โดยสาร 9 คน กัปตันกับรองกัปตันอีก 2 รวมเป็น 11 คน แต่ไฟลท์ที่เราไปมีกัปตันคนเดียวก็พอ หายห่วง (บวกกับผู้ร่วมชะตากรรม 8 คน) ก่อนจะขึ้นบินกัปตัน (ในชุดขาสั้นลากแตะ) มาบรีฟพวกเราประมาณว่า ตลอดเวลาที่กรูขับเครื่องบินอยู่ให้พวกเอ็งนั่งอยู่กับที่ อย่าเจือกทะลึ่งปลดเข็มขัดลุกขึ้นมาเดินเล่นเป็นอันขาด ถ้าใครสงสัยอะไรให้ดูคู่มือที่เสียบอยู่หลังเบาะคนข้างหน้า ถ้าจะอ้วกในนั้นก็มีถุงอยู่ (จริงๆทั้งหมดนี่ผมฟังไม่ออกเลย ฟังออกแค่ เบลท์ อะไรเบลท์ๆ ก็เดาเอาว่าเข็มขัด แล้วมัน เอ๊ย พี่กัปตันก็หยิบคู่มือให้ดู ก็เลยเดาเอาว่าพูดถึงคู่มือด้วย)
เราก็ด้วยความเคยชิน ประมาณว่า เวลาจะบินโบอิ้งหรือแอร์บัส กัปตันจะบอกให้เราปิดเครื่องมือสื่อสาร เพราะมันจะรบกวนเวลาหนังฉาย เฮ้ย ไม่ใช่ มันจะรบกวนเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เราก็สะแหลนถามกัปตันว่า แคปเทิ่น กรูต้องปิดมือถือไหม? พี่กัปตันยิ้ม บอก โนพล็อบเบล็ม เรายังคุยกันอยู่ว่า แหม บินเครื่องบินเล็กนี่ดีจริงๆ ไม่มีกฎระเบียบหยุมหยิมเลยเว้ย
เหมือนกัปตันจะกลัวเราไม่มั่นใจเรื่องมือถือ พอเครื่องขึ้นบินได้ไม่กี่นาที พี่แกควักโนเกีย (เอ๊ะ หรือว่า sony ericsson หว่า) ขึ้นมากดๆจิ้มๆซะหยั่งงั้น สงสัยจะเช็คสัญญาณว่า ระบบนี้ที่มันคุยว่าใช้ได้ทั่วไทยนี่มันรวมบนอากาศด้วยไหม นี่ไง ถ่ายรูปมาเป็นหลักฐานด้วยนะเอ้อ

หลังจากเครื่องบินขึ้นจากสนามบินคณะเราก็จิ้มรูปเก็บกันชนิดไม่เสียดายฟิล์ม (เพราะใช้กล้องดิจิตอลกันหมด) บ้างก็ถ่ายวิวทิวทัศน์ ที่ปกติไม่สามารถถ่ายได้จากการนั่งเครื่องบินโดยสารทั่วไป พอถ่ายวิวเบื่อแล้วก็หันมามองหน้าเพื่อน นึกว่าจะถ่ายรูปให้เพื่อน เปล่า มันยื่นกล้องให้แล้วบอกถ่ายรูปให้หน่อยดิ ส่วนคนที่ไม่มีกล้องมาก็อาศัยสะกิดๆบอก ถ่ายรูปให้ใบนึงเด่ะ เป็นที่สนุกสนาน เท่าที่ความสามารถในการหมุนตัวไปมาบนเก้าอี้จะทำได้ (เพราะแคปเทิ่นมันห้ามลุกอย่างที่บอก)

(วิวภูเก็ตมองจากหน้าต่างเครื่องบินเล็ก ถ่ายด้วยกล้องระดับโปร canon powershot a70 ฮ่า…โปรโคตรๆ ขนาดในเว็บ canon ยังเลิกพูดถึงกล้องรุ่นนี้ไปแล้วเลย)
ไฟลท์นี้เราบินไปกระบี่ ก่อนที่จะไปเราก็ไถ่ถามผู้มีประสบการณ์ก่อนแล้วว่า เอ๊ะ ตอนลงนี่มันจะเปียกไหม แล้วเราต้องต่อเรือไปขึ้นฝั่งหรือเปล่าหรือว่าต้องลุยน้ำเข้าไป เราจะได้นุ่งขาสั้นลากอีแตะ เขาก็มองหน้าด้วยความสงสาร (แกมสมเพช) ว่า ไม่เปียก แต่งได้ตามสบาย (ในใจคงนึกว่า ไอ้บ้านนอกเอ๊ย ถ้ามึงมีชุดราตรีแล้วมีปัญญาแต่งได้ก็แต่งไปเลย)
ระยะเวลาการเดินทางจากภูเก็ตไปกระบี่จากที่เคยนั่งเรือใช้เวลา 3 ชั่วโมง พอเราบินไปอย่างนี้เหลือแค่ 17 นาทีเท่านั้นเอง หลังจากตื่นเต้นกับถ่ายรูปในช่วงแรกๆ พอบินออกทะเลไปแล้วก็เริ่มไม่มีวิวอะไรให้ดู ก็เริ่มเฉยๆ มาลุ้นอีกทีตอนถึงจุดหมายว่ามันจะลงยังไงฟะ? พี่แคปเทิ่นตีวงโค้งให้ผู้โดยสารหวาดเสียวเล่นเพื่อชมวิวซะ 1 รอบ แล้วค่อยๆลดระดับเพดานบินลงจนลงจอดบินผิวน้ำ จังหวะที่ลงจอดมันจะกระแทกเล็กน้อย แล้วระหว่างที่วิ่งต่อไปจนถึงจุดจอดจะมีความรู้สึกกระแทกเล็กๆตามจังหวะคลื่น พอให้ได้ฟีลลิ่งว่านี่วิ่งอยู่บนผิวน้ำนะเว้ย ไม่ใช่ถนนลูกรังแถวบ้านเอ็ง
แล้วก็มาถึงช่วงเฉลยที่เราสงสัยกันว่าจะต้องขึ้นเรือไหม ลุยน้ำหรือเปล่า คำตอบก็คือ ไม่ต้องเลยซักนิด เพราะตรงจุดจอดเครื่องบินเขาทำเป็นทางเดินเอาไว้ยาวไปจนถึงฝั่ง ลักษณะทางเดินนี้อธิบายง่ายๆว่าเป็นเหมือนถังน้ำใบขนาดย่อมๆเอามาต่อกันจนได้ความกว้างสัก 2 เมตรแล้วยาวไปจนถึงขึ้นฝั่งโน่นเลย แต่ด้วยความที่มันลอยอยู่บนผิวน้ำ เวลาที่คลื่นซัดเข้าฝั่งทางเดินอันนี้ก็จะกระเพื่อมวิ่งไล่ตามยอดคลื่นไปด้วย จนบางคนนั่งเครื่องบินมาตั้งนานไม่เมา แต่โดนทางเดินนี่เข้าไปถึงกับเมาคลื่นไปเลยก็มี

(ทางเดินเข้าฝั่งหลังจากลงเครื่องบิน)
เราแวะกินข้าว ทำงานและพักผ่อนตามอัธยาศัยกันพักนึงก็ถึงเวลาเดินทางกลับ เป็นชีวิตที่ดูไฮโซไหม? บินมากินข้าวกลางวันที่กระบี่นะเนี่ย (พูดเล่นน่า อย่าจริงจัง)
นอกจากไฟลท์กระบี่แล้ว สายการบินที่ผมเล่ามานี่เขายังมีบินไปในจุดท่องเที่ยวอื่นๆแถวๆอันดามันอีก 20 กว่าจุด ยกตัวอย่างก็ได้ มีพีพี เกาะลันตา เกาะราชาใหญ่ สิมิลัน สารพัด เอาไว้ให้บริการนักท่องเที่ยวที่ไม่อยากเสียเวลานั่งเรือแลกกับเงินค่าโดยสารประมาณ 7 พันบาทต่อคน คุ้มไหม? ต้องถามใจตัวเองดูนะจ๊ะ…
สนุกๆ เหมือนได้นั่งเครื่องบินน้อยไปกะพี่บวกเลยนะเนี่ย
่ปกติพี่นั่งแต่โบอิ้ง หรือ แอร์บัส
ส่วนปกติเดียนั่งแต่รถบัสแอร์ ฮาาาาา
ว้า น้องเดียร์ไม่ไฮเลยนะค้า
โอ้โห ไฮโซ!!!!
ป่าวเลย jony งานนี้ไปทำงานตะหาก มิได้ไปเที่ยว ถ้าไปเที่ยวก็ว่าไปอย่าง
โหยยยยย
น้องๆอิจฉานะ
กทม. ร้อนไส้บวมกันหมดแล้วเนี่ย
กอล์ฟ, ไส้หรืออะไรฟะที่บวมน่ะ